Get Adobe Flash player

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการมุงหลังคาและฉนวนกันความร้อน
หลังคารั่ว ซึม  ร้อน มักจะเป็นปัญหาของหลังคา ฉะนั้น ไม่ว่าจะมุง หลังคาด้วยวัสดุอะไรก็ตาม ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำการมุงหลัง คากับวัสดุนั้นๆ อย่างเคร่งครัด วัสดุแต่ละชนิดจะมีเทคนิคการมุงเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น การมุงกระเบื้องโมเนีย ก็จะ มีการกำหนดว่า

1.หลังคาต้องเอียงไม่น้อยกว่า 17 องศา

2.ระดับหลังไม้เชิงชายคา รอบชายคาต้องสูงกว่าไม้ระแนง 25 มม.

3.ระดับหลังไม้เชิงชายคา ต้องสูงระดับหลังแป

นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของข้อกำหนดของวัสดุมุงหลังคาแต่ละชนิด ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือละเลย แม้แต่จุดเล็กๆ หลังคาที่มุง ก็มีโอกาส รั่ว หรือร้อนได้ หรือการมุงกระเบื้องลอนคู่ ผู้ผลิตกำหนดให้ตัดมุมกระเบื้อง ช่างบางคนแนะนำเจ้าของบ้านว่าไม่ตัดก็ ได้ สิ่งที่จะเกิดตามมาในอนาคตคือหลังคารั่ว การแก้ไขยุ่งยากกว่าการป้องกัน และปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

ส่วนวัสดุที่ซ่อมแซมหลังคาก็มีมากมาย ทั้งอะครีลิกที่ผลิตออกมาเพื่อใช้กับงานหลังคาโดยเฉพาะ อะครีลิก ที่ว่านี้ เป็นของ เหลว คล้ายกับครีมทาหน้า เปิดกระป๋องออกมา ก็ใช้แปรงจุ่มน้ำทาได้เลย หรือทำมาเพื่ออุดตามร่องรอยรั่ว-ซึม เป็นต้น วัสดุ หลากหลายงานซ่อมหลังคา มีให้เลือกในหลายรูปแบบ เข้าใจวัสดุสักหน่อย ปัญหายากๆ ก็จะกลายเป็นปัญหาง่ายๆ ได้

นอกจากปัญหาการมุงแล้ว การเปลี่ยนจากวัสดุมุงหลังคาประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของ น้ำหนักที่โครงสร้างจะรับ ไม่ว่าโครงสร้างของหลังคาหรือโครงสร้างอาคาร เช่น เสาที่จะรับน้ำหนัก ต้องตรวจสอบว่าสามารถรับ น้ำหนักของวัสดุมุงหลังคาประเภทใหม ได้หรือไม่ เป็นต้น

ฉนวนกันความร้อน 
ฉนวนกันความร้อน มีหลายชนิด

1.ชนิดอยู่ใต้กระเบื้อง เป็นลักษณะแผ่นบางๆ มีตะกั่ว เรียกว่า แผ่นกันความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน

2.ชนิดที่วางอยู่เหนือฝ้าเพดาน ฉนวนกันความร้อนชนิดนี้มักจะใช้วางบนฝ้าแขวน ที-บาร์ มีความหนา 2 นิ้ว, 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว โดยไมโครไฟเบอร์สีเหลืองๆ อยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ทั้ง 4 ด้าน

3.ชนิดที่เป็นฝ้าเพดาน เช่นยิบซั่ม ชนิดที่มีฟอยล์อยู่ติดกับแผ่นด้านหนึ่งทำหน้าที่เป็นฝ้าเพดาน อีกด้านหนึ่งทำหน้าที่เป็น แผ่นสะท้อนความร้อน

4.ชนิดที่พ่นใต้หลังคา ลักษณะเป็นโฟมเหลวๆ เรียกว่า โพลียูริเทน ทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันความร้อนลงมาในอาคารได้ ส่วนหนึ่ง

5.ชนิดพ่นบนหลังคา เป็นประเภทเซรามิค มักจะเป็นของเหลวคล้ายๆ สี นิยมพ่นบนหลังคากระเบื้อง ดาดฟ้าคอนกรีต หรือบน หลังคาเหล็ก

6.ฉนวนยาง เป็นยางสีดำๆ ปะติดกับอลูมิเนียมฟอยล์ นิยมติดตั้งใต้กระเบื้องมุงหลังคา

7.ชนิดเป็นเส้นใย เรียกว่าเป็นผงฉนวนชนิดนี้จะพ่นบนฝ้าเพดานต้องมีกรรมวิธีโดยเฉพาะในการทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นฉนวนกันความร้อนชนิดใดมีประโยชน์ต่องานอาคารทั้งนั้น เพราะป้องกันความร้อนเข้ามาในอาคารได้ ควร เลือกให้เหมาะสมกับบ้านของตนเอง โดยพิจารณาจากคุณสมบัติและราคาของวัสดุฉนวนกันความร้อนชนิดนั้นๆ เป็นหลัก

ที่มาบทความ:คลีนิคช่าง

สีเคลือบพื้นอีพ็อกซี่คืออะไร ทำความรู้จักกับระบบพื้นอีพ็อกซี่อีพ็อกซี่ เป็นสาร Bitumen ชนิดหนึ่งที่ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมหลายๆ ประเภท ในอุตสาหกรรม สีเคลือบพื้นอีพ็อกซี่ถูกนำมาใช้ในงาน Anti Corrosion ของโลหะจากความชื้น สภาพแวดล้อม ไอกรด-ด่าง หรือใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับพื้นคอนกรีต สีอีพ็อกซี่มักมีส่วนผสมของสารตะกั่ว (Lead) อลูมิเนียมและสังกะสี(Zinc) แต่สีเคลือบอีพ็อกซี่ที่มีคุณภาพสูงมักใช้โลหะสังกะสี (Pure Metallic Zinc) ผสมในปริมาณสูงร่วมกับสารเคมีประเภท Organic หรืออาจใช้ Inorganic ซึ่งจะมีราคาสูงและใช้ค่อนข้างยาก สีเคลือบพื้นอีพ็อกซี่ให้ฟิล์มสีที่แข็งแรงมาก ทนต่อกรด-ด่าง ได้ดี ในกรณีที่นำไปใช้กับงานที่สัมผัสกับสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างโดยตรง ควรใช้สีเคลือบพื้นอีพ็อกซี่ที่มีส่วนผสมของโพลีอะมีน (Epoxy Polyamine) ซึ่งจะให้ความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่ต้องอยู่ในที่เปียกชื้น ควรใช้อีพ็อกซี่ โพลีอะไมด์ (Epoxy Polyamide) ที่มีส่วนผสมของดินน้ำมันผสมอยู่ในสี

                สีอีพ็อกซี่เป็นสีที่เหมาะกับงานภายในหรือบริเวณที่แสง U.V.สาดส่องไม่ถึง เนื่องจากอีพ็อกซี่เรซิ่นในสีจะเสื่อมสภาพได้เร็วเมื่อฟิล์มสีถูกแสง U.V.  สีอีพ็อกซี่ที่มีจำหน่ายทั่วไปจะทำเป็นสองส่วนคือ ส่วน A (Base) และส่วน B (Hardener) ซึ่งจะสะดวกต่อการจัดเก็บในระยะเวลานานๆ การใช้งานต้องผสมส่วน A และส่วน B ในอัตราส่วนที่ถูกต้อง และต้องกวนสีให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนใช้งาน เพื่อให้การแห้งตัวของสีเคลือบพื้นเป็นไปตามที่กำหนด อย่างไรก็ตาม สีอีพ็อกซี่จะแห้งด้วยปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Reaction) จึงต้องใช้สีให้หมดภายในเวลาที่กำหนดไว้

ที่มา:ความรู้เรื่องพื้นอ๊พ๊อกซ๊่

                                                                                    งานโครงสร้างคอนกรีต

                                     

รูปแบบของงานเข็มในรูปแบบต่าง ที่ถูกนำมาใช้เพื่อรับน้ำหนักอาคารบ้านเรือน แตกต่างกันไปตามประเภทของเข็มนั้นๆ ดังนั้น จึงควรมีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน หรือรูปแบบของอาคาร
1. เข็มเจาะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น ในกรณีที่จะนำมาใช้กับบ้าน เนื่องจากเทคนิค และวิธีการไม่ยุ่งยากมาก และราคาก็ไม่แพง ดังที่คิด เราใช้เข็มเจาะเมื่อมีความจำเป็นจะต้องตอกเข็มใกล้ๆ กับบ้านของคนอื่น เช่น ห่าง 0.80 เมตร โดยไม่อยากให้บ้าน ข้างเคียง มีปัญหาแตกร้าว ทรุด หรือซอยที่เข้าพื่นที่ก่อสร้าง มีขนาดแคบมากไม่สามารถจะขนส่งเสาเข็มต้นยาวๆ มาตอกได้ จึงจำเป็นจะต้อง ใช้เข็มเจาะ

หลักการของเข็มเจาะก็คือ ใช้การขุดดินผ่านท่อเหล็กกลมกลวง ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 เซนติเมตรขึ้นไป แล้วแต่ การรับน้ำหนัก ของอาคาร โดยที่ปลาย 2 ข้างเป็นเกลียวหมุนต่อเนื่องลงไปในดิน เข็มเจาะสำหรับบ้านมักจะลึกโดยเฉลี่ย 21 เมตร (ผลการเจาะสำรวจ ชั้นดินในทางวิศวกรรม โดยปกติชั้นดินทรายที่รับน้ำหนักในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะลึกโดยประมาณ 19-22 เมตร) แล้วก็ตอก ท่อเหล็กกลมลงไปทีละท่อน แล้วขุดดินขึ้นมา ตอกลงไป จนได้ระดับความลึกที่ต้องการ แล้วจึงผูกเหล็ก ตามสเปค หย่อนลงไปในท่อ เทคอนกรีตตามส่วน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงท่อเหล็กขึ้นมาช้าๆ ทีละท่อนจนหมด แล้วจึงปิดปากหลุม รอจนกว่าปูนแห้งก็เป็นอันเสร็จพิธี จะเห็นได้ว่าความสะเทือนที่เกิดขึ้นรอบๆ เข็มเจาะนั้นน้อยกว่าระบบการใช้เข็มตอกลงไป ต่อกันเป็นท่อนๆ จนกว่าจะครบเป็นไหนๆ

 2. เข็มกด เป็นการลดความสะเทือนในการตอกเข็มอีกวิธีหนึ่ง และไม่ค่อยยุ่งยากใช้กับโครงสร้างที่ไม่ใหญ่โตหรือรับน้ำหนักมากนัก เช่น โรงรถ กำแพงรั้ว ห้องครัวชั้นเดียว หรืองานเร่งด่วนที่ไม่ต้องการตั้งปั่นจั่น เข็มกดเป็นวิธีการที่ใช้รถแบ็คโฮ ดึงเสาเข็ม คสล. รูปหน้าตัด 6 เหลี่ยม ขนาดยาวต้นละ 6 เมตร มากดโดยใช้แขนเหล็กของรถแบ็คโฮกดลงไป ซึ่งจะไม่มีความสะเทือนกับรอบๆ ข้าง วิธีนี้สะดวกและรวดเร็วแต่ให้ระวังแนวเสาเข็มต้องตั้งให้ตรงแล้วจึงกด ไม่เช่นนั้นเสาจะเบี้ยวหรือหัก หรือทำให้รับน้ำหนัก ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 3. เข็มตอก เป็น เข็มที่มีราคาค่อนข้างประหยัด เมื่อเทียบกับเข็มเจาะ สามารถทำงานได้รวดเร็ว จึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย มานาน แต่ข้อเสียคือ ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนในเวลาตอกมากกว่าเข็มทุกประเภท และเกิดแรงอัดของดินที่เข็มถูกตอกลงไป แทนที่หน้าตัดของเข็ม อาจจะเป็นรูปตัว I หรือสี่เหลี่ยมตัน โดยทั่วไปจะมีขนาดยาวประมาณ 8-9 เมตรต่อท่อน จึงต้องต่อ 2 ท่อน เพื่อให้ได้ระยะความลึก เสาเข็มชนิดนี้ อาจจะทำให้อาคารบ้านเรือน ที่ติดกันแตกร้าว อันเนื่องจากแรงสั่นสะเทือน นอกจากนั้นการดำเนินการยังต้องใช้พื้นที่ เช่น การติดตั้งปั้นจั่น เข็มที่มีความยาว ก่อให้เกิดความ ไม่สะดวก ในการเคลื่อนย้าย
ดังนั้น จะเห็นว่าเข็มแต่ละประเภท ก็มีข้อดีข้อด้อย ให้ท่านผู้อ่านพินิจพิจารณาตามความเหมาะสม

ฐานราก คือ ส่วนที่ติดกับหัวเสาเข็ม รับน้ำหนักจากเสาถ่ายสู่เสาเข็ม เราสามารถแบ่งฐานรากเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ

 1. ฐานรากแผ่ เป็นฐานรากที่แผ่ไปกับพื้น ไม่มีเข็มมารองรับ เหมาะสำหรับดินที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว เช่น บริเวณดินเชิงเขา

 2. ฐานรากแบบมีเข็ม ใช้ในบริเวณที่มีสภาพดินอ่อน เช่น กรุงเทพมหานคร ฐานรากชนิดนี้ จะรับน้ำหนักจาก เสาถ่ายลง เสาเข็ม และดิน ตามลำดับ

 3. ฐานรากแท่งตอม่อ เป็นฐานคอนกรีตหล่อลึกลงไปในดินหรือน้ำ จนถึงระดับที่ต้องการ ฐานรากชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้กับ บ้านพักอาศัย

 ในการทำฐานราก ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ตั้งแต่การเลือกใช้ฐานรากตามสภาพของดิน ควรใช้วัสดุก่อสร้างตามแบบ วิศวกรรม โดยเคร่งครัด ไม่ตัดลดขนาด ปูนที่ใช้ทำฐานรากต้องใช้ปูนโครงสร้าง (Portland Cement) ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าปูนฉาบ เพราะหากฐานราก ทรุดตัวแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายแก่บ้าน หรืออาคารทั้งยากต่อการแก้ไขด้วย อัตราส่วนของ ปูน : ทราย : หิน ที่ใช้ในงานฐานราก งานถนน คือ 1 : 2.5 : 4 ควรใช้ปูนโครงสร้างดังที่กล่าวมาแล้ว ตลอดจนมั่นใจว่า หินและทราย มีความสะอาดเพียงพอ

 ในขั้นแรกนั้น ควรมีการเทคอนกรีตหยาบทับหน้าดิน ก่อนเทควรมีการทำความสะอาดเสาเข็ม และใช้ไฟเบอร์ตกแต่งเข็ม ให้ได้ระดับ เสียก่อน แล้วเทคอนกรีตหยาบให้เสาเข็มโผล่พ้นคอนกรีตหยาบประมาณ 5 ซม. เพื่อให้มั่นใจว่า ฐานราก ได้นั่งถ่ายแรงลงบน เสาเข็ม การเทคอนกรีตหยาบนั้นก็เพื่อ เป็นท้องแบบวางตะแกรงเหล็กฐานราก หลังจากนั้นใช้ ลูกปูน หนุนตะแกรงเหล็ก ทั้งด้านล่าง และด้านข้าง (ประมาณ 5 ซม.) เพื่อให้ปูนสามารถหุ้มเหล็กได้ทั้งหมด ก่อนการเทควร ทำให้พื้นที่ ที่จะเท มีความชุ่มชื้น ป้องกันดิน ดูดน้ำจากคอนกรีต ซึ่งจะทำให้คอนกรีตลดความแข็งแรงลง อีกทั้งต้องทำ ความสะอาดตรวจเช็ค ให้แน่ใจ ก่อนการเทว่า ไม่มีคราบโคลน หรือคราบปูนทราย ที่หลุดง่ายติดอยู่ ในระหว่างการเท ต้องมีการกระทุ้งคอนกรีตด้วยมือ หรือใช้เครื่องสั่น (Vibrator) ป้องกันไม่ให้ เกิดโพรงหรือ ช่องว่างในเนื้อ คอนกรีต ในฐานราก

       --------------------------------------------------------------------------------

 ขอขอบคุณเนื้อหาจากเว็บ http://www.tmmhome.com/สร้างบ้าน.html

1. กระเบื้องปูพื้นควรมีลักษณะหนากว่ากระเบื้องปูผนัง เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้มาก เพราะต้องปูติดกับพื้นบ้าน ผิวหน้าเคลือบด้าน หรือสากเล็กน้อย เพื่อป้องกันการลื่นไถลเวลาเดิน สามารถใช้ทั้งปูพื้นและปูผนังได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ปูพื้นมากกว่า

2. ขนาดของกระเบื้องปูพื้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น กระเบื้องปูพื้นขนาด 12 x 12 ตารางนิ้ว เหมาะสำหรับปูห้องโถง ส่วนห้องน้ำสามารถเลือกใช้กระเบื้องปูพื้นขนาด 8 x 8 ตารางนิ้ว เพื่อให้มีช่องไฟระหว่างแผ่นมากขึ้นป้องกันอุบัติเหตุลื่นล้มได้ เป็นต้น

3. เลือกสีกระเบื้อง นอกจากจะเลือกตามความชอบของผู้ใช้แล้ว ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่และการใช้งานอีกด้วย

4. เลือกลวดลายกระเบื้อง ปัจจุบันกระเบื้องมีลวดลายให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ และยังสามารถทำเป็นลวดลายเฉพาะตามที่เจ้าของบ้านต้องการได้อีกด้วย

5. กระเบื้องปูพื้นที่ดีนั้นจะต้องมีคุณสมบัติเด่นที่ความแข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังต้องสามารถทนต่อสารเคมีต่างๆได้ด้วย ต้องกักเก็บความเย็นได้ดี  โดยเฉพาะกระเบื้องที่ถูกนำไปใช้งานในห้องครัวหรือห้องน้ำ เป็นต้น

6. เลือกซื้อตามคุณภาพ ในตามท้องตลาดทั่วไปนั้นกระเบื้องปูพื้นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 เกรด

กระเบื้องปูพื้นแบบมาตรฐาน ไม่มีรอยตำหนิ สีเรียบเสมอกันทั้งแผ่น หรือที่เรียกว่า กระเบื้องปูพื้นเกรดเอ

กระเบื้องปูพื้นแบบมีตำหนิ แต่ไม่มีเกิน 3 จุดและสังเกตได้ยากให้เป็นกระเบื้องปูพื้นเกรดบี

การเลือกซื้อกระเบื้องปูพื้นหากต้องการใช้จำนวนมากเพื่อใช้ในสถานที่เดียวกัน ควรตรวจสอบมาตรฐานของกระเบื้องปูพื้นเสียก่อน ว่ามีรอยตำหนิ หรือสีเรียบเสมอกันหรือไม่ และควรเผื่อจำนวนในการเกิดความเสียหายระหว่างปู หรือซ่อมแซมในภายหลังด้วย

 ขอขอบคุณที่มา http://www.mixmyhome.com

1. พิจารณาจากแสงสว่างภายในบ้าน : สำหรับท่านที่ต้องการให้บ้านดูสว่างสดใส ควรเลือกสีทาบ้านเป็นสีขาว หรือสีอ่อน ๆ อย่างสีครีม สีเบจ หรือสีโอลด์โรส และทำให้บ้านดูกว้างขึ้น ไม่ควรใช้สีโทนนี้กับห้องใต้ดินหรือบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านหรือห้องของคุณดูสลัวและให้ความรู้สึกหดหู่มากขึ้น กรณีัที่บ้านของคุณดูกว้างเกินโล่งเกินไป การเลือกสีทาบ้านโทนสีเข้มอย่างสีน้ำตาล สีดำ หรือสีน้ำเงิน ก็สามารถมาช่วยแก้ไขจุดนี้ได้ ทำให้บ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น

2. สีทาบ้านสีกลางๆอาจเป็นสีที่ไม่เหมาะกับบ้านเสมอไป : หลายท่านอาจคิดว่าการทาสีทาบ้านเป็นสีกลางๆ อย่างสีเบจ สีน้ำตาลอมเทา หรือสีเทา เป็นสีที่ตกแต่งบ้านได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นสีที่เข้ากับสิ่งอื่นๆได้ง่าย แต่ในบางครั้งสีกลางๆก็อาจทำใ้ห้มองดูน่าเบื่อ การเลือกสีทาบ้านให้เข้มขึ้นหรือเลือกผสมสีให้ได้โทนใหม่ก็อาจเป็นอีกทางเลือกให้บ้านของคุณดูสดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น
3. ตรวจสอบสีที่เลือกให้แน่ใจเสียก่อนที่จะซื้อ : หลังจากตัดสินใจเืลือกสีทาบ้านได้แล้ว อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อ เพราะมีหลายท่านที่รีบตัดสินใจซื้อแล้วสีที่ได้ไม่ใช่สีที่ตัวเองต้องการ เพราะสีทาบ้านแต่ละยี่ห้อแต่ละแบรนด์ให้เฉดสีออกมาต่างกัน ฉะนั้นคุณควรทดสอบสีให้แน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยการลองซื้อสีนั้นมาแล้วเพ้นท์ลงบนแผ่นตัวอย่าง แล้วนำไปติดไว้บนผนังตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน หรือพื้นที่ที่คุณต้องการ แล้วทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 2 วันเพื่อสังเกตความเหมาะสมของสีตามการใช้งานจริง และดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสีด้วย หากได้ตามที่คุณต้องการก็ไปซื้อเลยค่ะ
4. เปรียบเทียบสีทาบ้านกับของต่างๆภายในบ้าน : การนำสีทาบ้านที่คุณต้องการมาเปรียบเทียบกับของต่างๆภายในบ้าน จะำทำให้การตกแต่งบ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น โดยการนำสีทาบ้านที่เลือกมาเทียบกับจุดต่าง ๆ ในบ้านของคุณ อาทิ พื้นบ้าน พื้นที่บริเวณข้างหน้าต่าง หลังงานศิลปะ และเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อย่างเช่น ตู้โชว์ โซฟา เตียงนอน และควรนำไปเทียบตามช่วงเวลาต่าง ๆ ด้วยทั้งตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น และช่วงค่ำด้วยก็ยิ่งดี 
 

หลักสูตร การเทพื้นปรับระดับอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ช่าง ประหยัดค่าแรง ไม่ต้องง้อช่าง ประหยัดค่าปูนปรับระดับ


ปัญหาการเทพื้นคอนกรีตไม่ได้ระดับ ทำให้เวลาปูกระเบื้องจะต้องปูกระเบื้องด้วยปูนทรายเป็นแบบซาลาเปา ทำให้ต้องใช้ช่างประเบื้องหายากมากๆ และ คุณภาพพื้นกระเบื้องจะทำให้เวลาของตกพื้น ทำให้กระเบื้องแตกได้ง่าย หาซื้อกระเบื้องลายนั้นไม่ได้แล้ว 

แก้ไขได้ด้วยการใช้ปูนปรับระดับอัตโนมัติ ด้วยการผสมน้ำอย่างเดียวแล้วเทลงไปบนพื้น โดยใช้คราดเกลี่ยช่วยนิดหน่อย ปูนจะทำการปรับระดับให้เอง เรียบไม่เป็นแอ่ง ทำให้เวลาปูกระเบื้องใช้กาวซีเมนต์ปาดลงบนหลังกระเบื้องแล้วปูได้เลย ไม่ต้องเป็นช่างก็ทำได้แล้วคราวนี้ ระยะแนวกระเบื้องให้ห่างเท่าๆกันได้ด้วยใช้ตัวจัดระยะพลาสติก ทำให้ได้แนวเท่ากันแป๊ะ โดยไม่ต้องกล้วว่าปูแล้วเบี้ยวฃ

https://www.facebook.com/events/1595365597356355/

แก้ปัญหาดาดฟ้ารั่วซ่อมหลังคา คุณก็ทำได้
วิธีการแก้ไข

ใช้ปูนทรายชนิดผสมกับน้ำโบกปิด ชนิดแห้งเร็ว(rapid plug) อุดรอยรั่วซึม ดังนี้

1. ทำความสะอาดบริเวณรอบรั่ว
2. นำปูนทราย มาผสมตามที่ระบุข้่างกระป๋อง
3. ปั้นเป็นก้อน และอุดบริเวณที่รั่วซึม หรือใช้เกรียงปาดบางๆ เป็นชั้นๆ
4. กดเเช่ใว้จนเริ่มแข็ง
5. ถ้ารอยรั่วมีขนาดใหญ่ ค่อยๆอุดทีละน้อย จนทั่วรอบรั่วซึม                                                                              

ปูนทราย หาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างทั่วไป โฮมโปร ห้างต่างๆ ราคาร้อยกว่าบาท
ซ่อมหลังคากรณีที่รั่วเเบบเเตกร้าว

ขั้นเเรกต้องตรวจดูว่าส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคารเสียหายหรือไม่

กรณีโครงสร้างเสียหาย-ต้องซ่อมโครงสร้างให้เรียบร้อยก่อน

กรณีโครงสร้างเสียไม่เสียหายหาย-การซ่อมอาจใช้ปูน        ทรายซ่อมไม่ได้ ต้องใช้วิธีฉีดโฟมเข้าไป วิธีนี้จะเเพงกว่าการใช้ปูนทราย และต้องใช้ผู้ที่ชำนาญใน   การซ่อมมาทำ เพราะต้องมีเครื่องฉีดโฟม

 

อ้างอิง

http://www.csccivil.co.th/main/content.php?page=sub&category=9&id=265

1.กำหนดงบประมาณเพื่อหาขนาดของพื้นที่ เช่น ราคาค่าก่อสร้าง ณ ปัจจุบัน 16,500-20,000 บาท/ตร.ม. งบที่ประมาณการไว้ 5 ล้านบาท  เราจะได้พื้นที่ของบ้าน ที่จะสร้าง ประมาณ 300 ตร.ม.

2.กำหนดจำนวนห้องที่ต้องการ เช่น จำนวนห้องนอน ห้องน้ำ ที่จอดรถ ห้องรับแขก ครัว และจำนวนชั้นของอาคารเป็นต้น

3.การจัด Function ของห้องต่างๆว่าจะมีความต่อเนื้องเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกและเข้ากับ lifestyle ของคุณ

4.เลือกแบบภายนอกของบ้าน (Style) ที่คุณชอบ เช่น Modern Tropical Loft หรือ Contemporary เป็นต้น

5.เลือกวัสดุที่ชอบแต่ที่สำคัญต้องให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้

6.นำข้อมูลและความต้องการทุกอย่างมาผสมผสานกันและนำแบบที่ได้ไปออกแบบและเขียนแบบอาคาร

7.นำแบบที่ได้ไปขออนุญาติกับทางราชการและผู้เกี่ยวข้อง เช่น ขอก่อสร้างกับสำนักงานเขต ขออนุญาติน้ำ ไฟและขอวงเงินสินเขื้อกับธนาคารต่างๆ

8.สุดท้ายจัดหาทีมงานก่อสร้างบ้าน

                การเลือกแบบบ้านควรมีเพื่อนคู่คิดที่ชำนาจงาน เช่น สถาปนิกจะได้คำแนะนำที่ดีขึ้นและสามารถนำความต้องการที่ได้มาสรุปเป็นแบบที่ตรงใจเราได้มากที่สุด ซึ่ง Array ได้จัดเตรียมสถาปนิกผู้เชียวชานเพื่อช่วยให้คุณได้บ้านที่ตรงใจที่อยู่ในงบประมาณที่เหมาะสม และด้วยการบริการครบวงจรตั้งแต่ออกแบบ ขออนุญาติ จนถึงจัดหาวงเงินสินเชื่อให้อีกด้วย

 หลักการในการสร้างบ้านให้พ้นร้าย 25 ประการ มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางฮวงจุ้ยเช่นกันซึ่งมีหลักการดังนี้

1.ห้ามมีร่องน้ำไหลผ่านกลางที่ดินหรือบ้าน

2.ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน หรือปลูกบ้านล้อมต้นไม้ใหญ่

3.ห้ามปลูกบ้านคร่อมบ่อน้ำหรือตอไม้ 

อ่านเพิ่มเติม: ข้อห้ามในการสร้างบ้าน